business
บางทีก็ต้องลุย ทั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ข้างหน้า 
6 min read

วันก่อนมีน้องมาเล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งให้ฟังครับ ฟังแล้วผมประทับชีวิตของคนนี้มากเลยอยากมาเล่าต่อ

ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเก่งคนหนึ่งเลยครับ ตอนนี้เธอทำธุรกิจหลายอย่าง มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนมเค้ก โรงแรม และโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ ซึ่งทุกวันนี้ผู้หญิงคนนี้ก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อครับว่า จากวันนั้นมาชีวิตของเธอจะมาได้ไกลขนาดนี้ จนมีทรัพย์สินเงินทองและมีธุรกิจเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนแรกเธอเป็นแค่พนักงานขายของตามตลาดนัดเท่านั้น ชีวิตนักสู้ของเธอเริ่มต้นเพราะความที่ไม่มีเงิน เธอพยายามเก็บหอมรอมริบเพราะอยากเปิดร้านอะไรของตัวเองสักร้าน แต่ตอนแรกเธอก็ blank เหมือนกันครับ ไม่รู้จะขายอะไรดี เลยคิดง่ายๆ ว่าเธอเป็นคนชอบแต่งตัว โดยหนึ่งในเสื้อผ้าที่ชอบสุด คือกางเกงยีนส์ ถึงขั้นว่าหลายครั้งเวลาใส่ไปไหนมาไหน จะมีเพื่อนหรือคนรู้จักมาทักว่ากางเกงสวย ถึงขั้นขอซื้อต่อ(ทั้งๆ ที่ก็ยังใส่อยู่!!) ก็มี

จากจุดนี้ เธอก็เลยลองเปิดร้านขายกางเกงยีนส์ดู ซึ่งตอนแรกก็เหมือนตาบอดคลำทาง เพราะเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกางเกงยีนส์เลย นอกจากใส่เท่านั้น แต่ก็สู้ครับ เธอไปร้านขายผ้าแถวประตูน้ำ อาศัยความถ่อมเนื้อถ่อมตัวขอคำแนะนำจากเจ้าของร้านผ้า ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของร้านผ้าก็จะรู้จักคนในแวดวงนี้ดีอยู่แล้ว และหลายคนก็ช่วยให้คำแนะนำเรื่องผ้า เรื่องแบบ และช่างตัดผ้าให้ 

ในที่สุดเธอก็ได้กางเกงยีนส์ที่ออกแบบเองมาวางขาย และก็เป็นดังคาดครับ รสนิยมการแต่งตัวของเธอเป็นใจจริงๆ เพราะทันทีที่วางขาย ก็ขายหมดเกลี้ยง ซึ่งตอนนั้นเธอก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร เพราะอาศัยแค่ว่าตัวเองชอบกางเกงแบบนี้ ก็เลยตัดแบบที่เธอชอบเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเทคนิคการตลาดอะไร

จากนั้นไม่นาน ร้านขายผ้ายีนส์ที่เคยขายผ้าให้เธอก็มาติดต่อว่า อยากให้ผลิตส่งได้มั้ย เพราะแบบกางเกงที่ร้านผ้าขายอยู่นั้น ขายสู้ของเธอไม่ได้ ในเมื่ออันนี้ขายดีกว่า งั้นก็รับผลิตส่งร้านเค้าละกัน และนั่นก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ร้านเล็กๆ ของเธอกลายเป็นโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ส่งทั่วประเทศครับ

ซึ่งก็ต้องใช้อยู่เวลาหลายปีในการเรียนรู้ธุรกิจกางเกงยีนส์ ผ่านการถูกโกงต่างๆ นานา เรียนรู้เรื่องคนและลูกน้องมากขึ้น ในที่สุดพอเข้าปีที่ 7-8 ธุรกิจกางเกงยีนส์เริ่มอยู่ตัว จนทำให้เธอมั่นใจก็เลยลองมาจับธุรกิจใหม่ นั่นก็คือร้านอาหาร โดยเริ่มต้นก็คล้ายเดิมครับ คือเธอไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจนี้เลย เกิดจากว่าขับรถผ่านแล้วเห็นว่าทำเลนี้ดี น่าจะมาทำอะไรสักอย่าง

ตอนนั้นเธอคิดง่ายๆ ครับ ว่าร้านชาบูกำลังฮิตกัน งั้นก็ทำชาบูดีกว่า ง่ายๆ แค่นี้เองครับ! โดยเธอเริ่มต้นจากการตระเวนกินและสังเกตร้านอื่นๆ ก่อน เพื่อดูว่ามีจุดเด่นจุดด้อยยังไง จากนั้นก็พบว่าสิ่งสำคัญของร้านอาหารก็คือความอร่อย โดยเฉพาะจุดแตกต่างของร้านชาบูก็คือ น้ำจิ้ม ฉะนั้นเธอเลยลงทุนคิดสูตรทำน้ำจิ้มเอง โดยลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จนได้น้ำจิ้มที่คิดว่าโอเค ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดเองเออเองนะครับ แต่มีการ test ให้คนอื่นลองชิม ถึงขั้นทำ blind test เทียบกับที่อื่นด้วย จนในที่สุดเสียงเป็นเอกฉันท์ว่า น้ำจิ้มเธออร่อยสุด ก็เลยเริ่มเปิดร้าน

ความที่ทำเลดี รสชาติอร่อย บวกกับรสนิยมการแต่งร้านที่ฉีกแนวจากร้านชาบูทั่วไป ก็ทำให้ธุรกิจร้านชาบูของเธอที่เปิดเพียงไม่นานขายดีเทน้ำเทท่า เกิดการบอกปากต่อปาก ไม่นานก็มีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์จากเธอ แต่ด้วยความที่เธอทำธุรกิจมานาน เธอรู้ว่าการเร่งให้ธุรกิจโตนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เธอจึงค่อยๆ ขายแฟรนไชส์ทีละสาขา และเธอจะเข้าไปประกบช่วยแฟรนไชซีของตัวเอง โดยสิ่งที่เธอเข้มงวดมากก็คือ คุณภาพที่ต้องคงที่และคอนเซปต์ร้านหรือแบรนด์ที่ต้องไม่แตกแถว เพราะเธอรู้ดีว่า หากสาขาใหม่มีปัญหา ก็จะกระทบภาพรวมของสาขาอื่นๆ หมด 

และที่สำคัญ คือตัวเลขครับ คนทำธุรกิจมานานย่อมรู้ดีว่าตัวเลขยอดขาย ค่าใช้จ่าย นั้นสำคัญมาก ฉะนั้นเธอจะเป็นคนดูตัวเลขของทุกสาขาด้วยตัวเองทุกวัน! และทันทีที่ตัวเลขฟ้องว่ามีปัญหา เธอก็จะไปแก้ปัญหาเอง ซึ่งถ้าถามว่าเธอรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เธอจะบอกว่า มันคือประสบการณ์ครับ

เธอไม่ได้จบการตลาด ไม่ได้จบบัญชี ไม่ได้จบบริหาร แต่เธอเป็นแม่ค้าตั้งแต่อายุสิบเก้าครับ เธออาศัยประสบการณ์ตัวเองล้วนๆ ซึ่งตัวเธอบอกเสมอว่า เธอโชคดีมากที่เกิดมาจนครับ เพราะถ้าไม่จน ก็คงไม่ดิ้นรนขนาดนี้ จนกระทั่งวันนี้เธอมีเงินมีทองแล้ว แต่เธอก็ยังชอบการลุยทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

นอกจากนี้ เธอยังบอกด้วยครับว่า ความจนทำให้เธอเข้าใจคนอื่น เข้าใจการพึ่งพาคนอื่น เธอจึงปฏิบัติกับลูกน้องด้วยวิธีแบบพี่แบบน้อง เธอปฏิบัติกับคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์และเกื้อกูลกัน เพราะระลึกเสมอว่าที่มีวันนี้ได้ ก็เพราะมีคู่ค้าคอยช่วย ถึงธุรกิจกางเกงยีนส์จะไม่ได้ขายดีเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่ยอมเลิก เพราะเป็นห่วงว่าคู่ค้าจะอยู่อย่างไร เธอเลยยังทำต่อ เพราะมองว่าคู่ค้ามีบุญคุณกับเธอ

และทุกวันนี้เธอคนนี้ก็ยังสนุกกับการทำธุรกิจ ซึ่งเธอเองก็ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไรว่า จากแม่ค้าคนหนึ่งจะก้าวมาได้ถึงจุดนี้ได้ เพียงแต่เธอยึดสิ่งหนึ่งมาตลอดคือ ไม่รู้ก็ต้องลุย เธอเลยไม่เคยกลัวอะไร ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องรู้ และที่สำคัญคือความซื่อสัตย์และเห็นอกเห็นใจคนอื่นครับ เหมือนสำนวนที่ว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

คนที่อยู่ในวงการคงพอนึกออกแล้วว่าเธอคือใครนะครับ 



ฟังเรื่องนี้เสร็จแล้วนึกะถึงเรื่องตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่ extreme เท่าเรื่องของเธอคนนี้แต่ก็คิดว่ามีแง่มุมคล้ายๆ กัน

ตอนผมเริ่มทำศรีจันทร์มาแรกๆ บอกตรงๆว่าไม่เห็นอนาคตสุดๆ สินค้าเราโบราณมากๆ โบราณขนาดที่ว่าไปเสนอขายที่ไหนไม่มี buyer ที่ไหนครับซื้อเลยครับ ผมจำได้ว่าโดนปฏิเสธจากทุก modern trade ที่เราพยายามเข้าไปเสนอสินค้า

ช่วงแรกๆของการทำงานผมพยายามเปลี่ยนแพคเกจพัฒนาสินค้าให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ออกสินค้าใหม่ที่คิดว่าจะโดนใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น 

แต่ผมสรุปเหมือนเดิมเป๊ะคือ “แป้ก” ครับ คนยังมองว่าสินค้าเราเชย โบราณ

ผมยังจำได้ว่ามี buyer คนหนึ่งบอกให้เราเลิกทำ และไปทำอย่างอื่นเถอะ แบรนด์นี้ยังไงก็ปั้นไม่ขึ้นแน่ๆ 

 “เชื่อพี่ เพราะพี่เห็นมาเยอะแล้ว” นี่คือคำพูดที่ผมจำได้เสมอครับ 

แต่ทีมงานเล็กๆ ของเราก็พยายามเต็มที่ที่จะหาทางสู้ ต้องยอมรับนะครับว่าการทำงานของเราต้องนั้นมันไม่มีกลยุทธ์อะไรมากมายหรอกครับ ส่วนใหญ่จะออกแนวมวยวัดซะมากกว่า อาศัยความพยายามและลูกฮึดเข้าสู้

เรียกว่าล้มได้ล้มไป ขอให้ลุกเร็วก็พอ

ทีมงานเราผ่านความผิดหวัง และคำปฏิเสธมามากมายครับ จนกระทั่งวันหนึ่ง ต้องใช้คำว่าโอกาสก็มาถึงแบบไม่ทันได้ตั้งตัว 

วันนี้เรายังมีอะไรต้องทำอีกมาก แต่จากวันที่ทีมของผมมาเริ่มต้นที่ศรีจันทร์ต้องบอกว่าเรามากันไกลพอควรครับ วันนี้เราได้ร่วมงานกับบริษัทอย่าง Disney และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้เราจะมีงาน collaboration กับบริษัทและศิลปินเจ๋งๆ ออกมาอีกมากมาย  

ที่เขียนมาวันนี้ทั้งหมด เพราะอยากจะบอกกับทุกคนว่า บางทีตอนเราเริ่มต้น เรายังไม่เห็นอะไรมากครับ แต่เพียงแค่ทำ ทำ และทำไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็มาถึงจุดนี้แล้ว ฉะนั้นใครที่ท้อใจหรือมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า อย่ากลัวไปนะครับ ยิ่งไม่เห็น ยิ่งต้องลุย ครับ 

×