book review
Principles
Over 15 min read

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือทีดีที่สุดเล่มนึงที่ผมเคยอ่านมาในชีวิต

และปกติผมจะไม่คิดพิมพ์ประโยคนี้ แต่หนังสือเล่มนี้พลาดแล้วจะ”เสียใจ”ครับ ใครได้อ่านก่อนตั้งแต่ยังอายุน้อยๆถือว่าโชคดี

ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีค่าไม่น้อยกว่าการไปเรียน  MBA ของผมอย่างแน่นอนครับ 

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ให้พ่อ แม่  พี่เขย ผู้ใหญ่ที่เคารพ และทีมงาน เพราะการปรากฏตัวของหนังสือที่ดีขนาดนี้ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่หลายสิบปีอาจจะมีให้เห็นซักเล่มนึง

ก่อนจะอ่านบทความนี้แนะนำว่าควรว่างๆก่อนนะครับ เพราะบทความนี้ยาวกว่าบทความปกติของผมมาก 

เหตุผลที่หนังสือเล่มนี้ดีมาก ส่วนตัวคิดว่าเป็นเพราะ

1. ผู้เขียนเป็นหนึ่งในบุคคลที่หลักแหลมที่สุดของโลกในสายงานที่เขาทำ Bridgewater Associates ที่เขาก่อตั้งโดยเริ่มต้นจากอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง ปัจจุบันได้กลายมาเป็น hedgefund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

2. วิธีคิดของ  Ray นั่นถือว่าล้ำสมัยไปเป็นสิบๆปี และผมเชื่อว่าโครงสร้างทางความคิดนี้คือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เราควรจะใช้เป็นบรรทัดฐานในการออกแบบโลกที่มี AI, big data, IoT etc เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา

3. หนังสือเล่มนี้ถูกถ่ายถอดอย่างละเอียด ตั้งใจ และมีความเป็น  systematic มาก 

4. ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ทำเองทั้งสำเร็จและล้มเหลว   โดยไม่ต้องอ้างอิงทฏษฏีอะไร  จะว่าไปทฏษฏีหลายอย่างที่เราใช้ๆกันอยู่มาจากแนวคิดของผู้เขียนด้วยซ้ำ  

5. Bridgewater  ก่อตั้งขึ้นก่อนที่ผมจะเกิดซะอีก แต่แนวคิดที่ถูกเขียนไว้นั้นมีความ timeless มากสามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้เลย 

6. Ray คือบุคคลที่ทำนายเหตุการณ์สำคัญๆด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินได้อย่างแม่นยำมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่านี่คือของจริง  ไม่ใช่โชคช่วย 

7. หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้แนวคิดแค่เรื่องธุรกิจแต่เป็นเรื่องชีวิตด้วย เพราะงานกับเรื่องส่วนตัวนั้นแยกกันไม่ออกจริงๆครับ 

8. แนวคิดเรื่องการบริหารคน คนที่ว่านี้หมายถึงคนอื่นและตัวเองด้วย  เป็นหนึ่งในวิธีการบริหารคนที่สุดยอดที่สุดที่ผมเคยอ่านมา 

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดคุณจะเปลี่ยนวิธีคิดกับกับทำงาน การบริหารชีวิต เรื่องการลงทุน และการวางแผนอนาคตของคุณ

ด้วยพื้นฐานที่ผมเคยทำงาน trading มาก่อน หนังสือเล่มนี้จึงอ่านสนุกมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับสำหรับคนที่ไม่ได้คุ้นเคยในสายงานนี้ เรื่องเกี่ยวกับการเงิน เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ทั้งหมดในเล่มนี้เป็นยังไม่สำคัญเท่า "วิธีคิด" ที่อยู่เบื้องหลังครับ 

และผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนจะได้จากการอื่นหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การไป trade  หรือลงทุนที่เก่งขึ้น แต่เป็น "วิธีคิด" ที่ทรงพลังมาก ที่จะเอาไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง

สิ่งที่ผมจะสรุปนี้ไม่ได้เป็นทุกอย่างที่อยู่ในหนังสือนะครับ  ผมจะเขียนโดนการ reflect สิ่งที่ผมรู้สึกเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะว่ามันยังไงก็ดีผมเชื่อว่าทุกคนควรจะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยตัวเองครับ และคุณเองก็ต้อง reflect ความรู้สึกด้วยตัวเอง ซึ่งมันคงไม่เหมือนของผมแน่นอน 



Part 1 :  ชีวิตของ Ray Dalio

ในช่วงปี 1970 เรย์ทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายบริษัท รวมถึงบริษัท Mcdonald’s  และบริษัท Lane Processing ซึ่งเป็นผู้ผลิตไก่รายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ช่วงเวลานั้นเองบริษัท  Mcdonald’s  ต้องการที่จะทำ Chicken nugget  แต่พวกเขาลังเลเพราะความกังวลที่ราคาของไก่จะผันผวนและทำให้กำไรลดลง  หรืออาจจะขาดทุนเลยก็ได้ ในขณะที่ Lane Processing ก็ไม่ยอมตกลงที่จะขายเนื้อไก่ให้ Mcdonald ในราคาคงที่เพราะความกังวลเดียวกัน

Ray จึงได้ให้คำแนะนำว่าจริงๆแล้วราคาของไก่นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยเท่านั้นคือตัวลูกไก่กับอาหาร สิ่งที่ผันผวนมากที่สุดคือราคาของอาหารไก่ สิ่งที่ Ray ทำคือออกแบบอนุพันธ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของราคาข้าวโพดและถั่วเหลืองเพื่อล็อคราคาของอาหารไก่ในอนาคต ทำให้ Lane Processing สามารถขายไก่ให้ Mcdonald’s ในราคาคงที่ได้

ด้วยสาเหตุนี้เอง Mcdonald’s จึงเริ่มขายแมคนักเก็ตในปี 1983 ถ้าไม่มีเลยพวกเราคงไม่ได้กินแมคนักเก็ต :)

เรย์ผ่านช่วงเวลาขึ้นลงในยุค 1980 มากมาย เข้าได้ให้แง่คิดในช่วงต้นของหนังสือว่าเขาเพียงต้องการจะได้คำตอบที่ถูก ซึ่งคำตอบที่ถูกนั้นไม่จำเป็นต้องมาจากเขา ดังนั้นเขาจึงฝึกตัวเองให้เป็นคนที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเสมอ และก็ได้สรุปว่าวิธีการเหล่านี้จะเป็นวิธีที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้
 
1. หาคนที่ฉลาดที่สุดที่ไม่เห็นด้วยกับเขา เพื่อที่จะได้พยายามทำความเข้าใจกับเหตุผลของคนนั้น

2. รู้ว่าเมื่อไหร่ไม่ควรมีความคิดเห็น

3. พัฒนาทดสอบและสร้างระบบของ Principles  ที่สามารถใช้ได้เป็นสากลและไร้ซึ่งกาลเวลา

4. หาจุดสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนโดยสร้างผลต่อการให้สูงในขณะที่ลดความเสี่ยงลง

ระหว่างทางของการใช้ชีวิตของเขามีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นมากมากมาย เรื่องที่ทำให้เขามองชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างเช่น 

ในช่วงกลางทศวรรษ 80’s Bridgewater Associate มีลูกค้าชื่อ Alan Bond ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของออสเตรเลีย 

ธุรกิจของ Alan นั้นมีการยืมเงินเป็น USD เพื่อซื้อกิจการต่างๆ เช่นโรงงานเบียร์ในออสเตรเลีย ที่เขายืมเงินเป็น USD ก็เพราะว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ณ ตอนนั้น ถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยของออสเตรเลีย 

แม้ว่าตัวเขาจะรู้หรือไม่ก็ตาม การทำแบบนี้คือการคาดการณ์ว่า USD จะไม่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ AUD

เมื่อ USD แข็งค่าขึ้น รายได้จากกิจการเบียร์ของเขาจึงไม่พอที่จะจ่ายหนี้ 

Alan โทรหา Ray เพื่อขอคำแนะนำ ซึ่ง Ray ก็ได้คำนวณว่าถ้ามีการทำ hedging ควรจะทำที่เท่าไร เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะไม่เสียหายเรื่องค่าเงินไปมากกว่านี้

Ray บอกให้ Alan รอ เดี๋ยวเมื่อ AUD แข็งค่าขึ้นแล้วรีบ hedge

และ AUD ก็แข็งค่าขึ้นจริงๆ แต่ Alan ไม่ hedge เพราะคิดว่าปัญหาเรื่องของค่าเงินได้ผ่านไปแล้ว

อีกไม่นาน AUD ก็ร่วงลงมาทำ new-low เลย คราวนี้ Alan ต้องขอประชุมด่วนกับ Ray ซึ่งสิ่งที่เขาแนะนำให้ทำคือรีบรับความเสียหายเท่านี้และประกันความเสี่ยงซะ 

แต่  Alan ไม่ทำ และคราวนี้ AUD ไม่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอีก ทุกอย่างก็สายเกินไป ในที่สุดเขาก็ล้มละลาย

Alan Bond นี่เป็นหนึ่งในหลายเคส คนที่ร่ำรวย เก่ง และประสบความสำเร็จที่สุดลำดับต้นๆของโลก ต้องสูญเสียทุกอย่างไปในพริบตา เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่

สิ่งที่มี Ray ได้สร้างขึ้นมาจากการเก็บข้อมูลมหาศาลในช่วงเวลาหลายปีอย่างเป็นระบบทำให้เค้าสามารถบันทึกสิ่งที่เรียกว่า  investment principle และผลที่คาดว่าจะเกิดของมัน เขามีข้อมูลของผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆหลายพันแบบ และในแต่ละรายการเขาเริ่มทดลองโปรแกรมและทดสอบกฎพื้นฐานของการเทรดของสินทรัพย์นั้นๆ ดังนั้นเขาจึงมีตัวเลือกของสินทรัพย์ที่ใช้ในการเทรดมากกว่าคนอื่นเยอะมากเพราะเขามีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ

การทำแบบนี้ทำให้เค้าตื่นตะลึงกับผลตอบแทนเป็นอย่างยิ่ง ทางทฤษฎีเมื่อมีฐานข้อมูลและวิธีการทดสอบแบบที่เขาทำมันสามารถเพิ่มอัตราผลตอบแทนได้ 3 ถึง 5 เท่าต่อ 1 Unit ของความเสี่ยง หรือพูดง่ายๆว่าเขาสามารถทำเงินได้มากมายมหาศาลกว่าคนอื่นในขณะที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

ความสำเร็จจากวิธีการนี้สอน Principle ที่เขาใช้ในทุกมุมของชีวิต นั่นก็คือ เมื่อเราลงทุนกับอะไรที่มีความเสี่ยงหลายอย่างที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันและทำมันให้สมดุล และมี leverage ที่ดี มันคือวิธีการที่แน่นอนที่สุดที่จะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราอยากได้โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด 


Shapers: 

Steve Jobs  น่าจะเป็น shapers ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ช่วงที่เรามีชีวิตอยู่วัดจากขนาดและความสำเร็จของเขา shaper คือคนที่มี Vision ที่มีค่าและต่างๆในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างมันออกมาได้อย่างสวยงาม และโดยส่วนใหญ่ Vision เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางความสงสัยและการต่อต้านจากคนรอบข้าง

Steve Jobs สร้างบริษัทที่ใหญ่และสำเร็จมากที่สุดในโลกยุคใหม่โดยการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ เพลง การสื่อสาร อนิเมชั่น หลักการถ่ายภาพ ด้วยสินค้าที่ถูกดีไซน์ใหม่อย่างสวยงามมากๆ

ในโลกของเรายังมี shapers อีกหลายคนอย่างในสายธุรกิจก็เช่น Elon Musk, Jeff Bezos และ Reed Hastings 

ในขณะที่ในโลกของ pilanthropy เรามี Muhammad Yunas, Geoffrey Canada และ Wendy Kopp

ในภาครัฐก็เช่น Winston Churchill, Dr Martin Luther King Jr., Lee Kuan Yew และ  Deng Xiaoping 

ภาควิทยาศาสตร์ เช่น Albert Einstein, Sigmund Freud, Charles Darwin 

บางคนเป็น shaper ทั้งภาคธุรกิจ pilanthropy และ ภาครัฐก็มีเช่น Michael Bloomberg เป็นต้น 

Ray ได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลเหล่านี้หลายคนพวกเขาสามารถมองเห็น concept และสร้างองค์กรขึ้นมาจากมันได้จริงๆ พวกเขายังทำสำเร็จอย่างต่อเนื่องและยาวนานอีกด้วย

คนเรานี้มีหลายอย่างที่เหมือนกัน พวกเขามีอิสระทางความคิด พวกเขาไม่ให้ใครหรืออะไรมาขวางทางในการเดินทางถึงเป้าหมายของพวกเขา พวกเขามีแผนการที่ชัดเจนมากว่าสิ่งต่างๆควรถูกทำอย่างไร ในขณะเดียวกันพวกเขาก็พร้อมที่จะทดสอบแผนการเหล่านี้ในโลกแห่งความจริงและพร้อมเสมอที่จะเปลี่ยนมันถ้ามันมีวิธีการที่ดีกว่าที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จถึงเป้าหมายได้ 

พวกเขามีความยืดหยุ่นสูงมากกว่าคนธรรมดามาก เพราะว่าความต้องการในการไปถึงเป้าหมายของพวกเขานั้นมีมากกว่าความเจ็บปวดที่เขาต้องเจอระหว่างทาง หรือการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นความกว้างของ Vision ที่คนเหล่านี้มีมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างยิ่ง คนเหล่านี้มีความสามารถในการมองทั้งภาพใหญ่ให้เห็นชัดและการมองภาพเล็กอย่างละเอียดด้วย 

ที่สำคัญที่สุดพวกเขาทำงานด้วยความรักและหลงใหลในงานที่เขาทำอย่างยิ่งพวกเขาจะไม่ยอมให้คนที่เขาทำงานด้วยทำงานน้อยกว่า 100% เพราะคนเหล่านี้เชื่อว่าเขาและคนรอบข้างเขาจะต้องทำงานเพื่อสร้างสิ่งที่มี  impact กับโลกได้มากที่สุด

ยกตัวอย่าง Elon Musk 

Ray เล่าให้ฟังว่าตอนที่  Tesla  ออกรถรุ่นแรกมาขายเขาได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับ Elon Musk หลังจากคุยเรื่องรถซักพักเขาก็ถาม Musk ว่าทำไมถึงได้ตั้งบริษัท  SpaceX ละ 

คำตอบที่ไดัรับทำให้ Ray  Dalio ต้องประหลาดใจในความกล้าของ Elon Musk 

Musk ตอบว่า นานมาแล้วละที่ผมคิดว่าสิ่งเลวร้ายจะต้องเกิดขึ้นในระดับที่เป็น global scale อาจจะเป็นโรคระบาดร้ายแรงหรืออุกกาบาตที่มาชนโลกก็ได้  ถ้ามันเกิดขึ้นก็หมายความว่ามนุษยชาติต้องหาที่อยู่เพื่อเริ่มต้นใหม่ เช่น ดาวอังคาร วันนึงผมจึงไปที่เวบไซด์ของ  NASA เพื่อดูความคืบหน้าเกี่ยวกับการเดินทางไปดาวอังคาร แล้วก็พบว่า  NASA ยังไม่มีแผนการที่จะพามนุษย์ไปดาวอังคารในเร็ววันนี้

ตอนผมขาย Paypal ผมได้เงินมาทั้งหมด 180  ล้านเหรียญสหรัฐ มันทำให้ผมคิดว่าถ้าผมใช้เงินซัก  90 ล้านเหรียญในการซื้อจรวด ICBM (Intercontinental Ballastic Missile)  จากรัสเซีย ผมอาจจะจุดประกายและแรงบันดาลใจในการเดินทางสำรวจดาวอังคารได้

ณ จุดนี้ Dalio ถาม Musk  ถึงความรู้เกี่ยวกับจรวดของเขา 

Musk ตอบว่าเขาไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับจรวดมาก่อน  และพูดต่อว่า

“I just started reading books” 

“ผมก็แค่เริ่มอ่านหนังสือ”

และสิ่งที่พวกคุณเห็นในวันนี้เกิดจากความมุ่งมั่นอย่างสูงสุดในการพาตัวเองไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจให้กันนี่คือสิ่งที่หลัง Shaper มี

Ray บอกไว้ในตอนท้ายของช่วงต้นว่าเมื่อตอนที่เขายังหนุ่มอยู่นั้นเขาได้มองเห็นชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายและคิดว่าคนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาเป็นคนอัศจรรย์ แต่หลังจากที่ Ray ได้คุยกับคนเหล่านี้เป็นการส่วนตัวแล้ว เขาก็พบว่าคนเหล่านี้ทุกคนก็เหมือนกับคนทั่วทั่วไป พวกเขาทำเรื่องที่ผิด พวกเขาต้องดิ้นรนและต่อสู้กับความอ่อนแอของตัวเอง พวกเค้าไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งหรือพิเศษกว่าคนอื่นแต่อย่างใด

คนที่ประสบความสำเร็จมากมายเหล่านี้ไม่ได้มีความสุขมากกว่าคนทั่วทั่วไป แม้ว่าตอนที่พวกเขาจะได้ในทุกสิ่งที่เขาฝันไว้แล้วก็ตาม เขาเหล่านี้ก็ยังคงดิ้นรนอยู่ ตัวของ Ray เองก็เป็นเช่นนั้น Ray เล่าว่าเขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการหลายสิบปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ตัวเขาเองก็ยังดิ้นรนอยู่ ทำให้เขารู้ว่าความรู้สึกพึงพอใจกับความสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากการที่คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการตามมาจากการต่อสู้ที่มีความหมายต่างหาก

เพื่อให้เข้าใจความหมายนี้ลองหลับตาแล้วนึกถึงเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคุณไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามเช่นการมีเงินมากมาย การได้รางวัลออสการ์ หรือการมีองค์กรอันยิ่งใหญ่ คราวนี้ลองนึกดูว่าคุณได้ของเหล่านี้มาทันที คุณอาจจะมีความสุขในตอนแรก แต่ในที่สุดแล้วคุณก็จะค้นพบว่าคุณต้องการความท้าทายและการต่อสู้ครั้งใหม่ ถ้าคุณไม่เชื่อคุณลองดูคุณคนที่ได้สิ่งที่ฝันตั้งแต่ยังเด็กๆอยู่ หรือได้มันมาอย่างรวดเร็วอย่าง เช่นดาราที่ดังตอนเด็ก คนที่ได้รางวัลลอตเตอรี่รางวัลที่ 1  หรือแม้แต่นักกีฬาที่มีช่วงเวลาพีคในสมัยที่อายุยังน้อย คนเหล่านี้มักไม่ค่อยมีความสุขนอกเสียจากว่าเขาจะหาสิ่งใหม่ที่ท้าทายในชีวิตทำได้

ในเมื่อชีวิตนำพามาซึ่งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดีการต่อสู้ที่มีความหมายจะทำให้ช่วงที่ดีของคุณดีมากขึ้นและทำให้ช่วงที่ยากของคุณไม่ยากจนเกินไป Ray บอกว่าตัวเองก็ยังคงดิ้นรนและต่อสู้อยู่และคงจะต่อสู้จนถึงวันที่เขาตายนั่นแหละ

ขอบคุณการดิ้นรนต่อสู้และการเรียนรู้มันทำให้เขาได้ทำทุกอย่างที่เขาอยากทำ


Part 2 : Life Principle 

1. Embrace Reality and Deal with it : 

        Ray  ต้องการสัญญาณว่าคนที่ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้นานไม่ใช่นักเพ้อฝันแต่เป็นนักคิดที่เป็น realist มากๆ (hyperrealist) 

* Dream + Reality + Determination = A successful life : Ray ได้เรียนรู้ว่าถ้าคุณต้องการใช้ชีวิตให้ได้มากที่สุดมันไม่หมายความว่าคุณต้องทำงานหนักที่สุดอย่างเดียว แต่คุณต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผลของมันดีกว่ากันร้อยเท่าทีเดียว

กุญแจสำคัญอยู่ที่การล้มเหลว เรียนรู้ และพัฒนาอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณเรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา คุณจะมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน Ray เชื่อว่าวิวัฒนาการคือความสำเร็จที่สุดของชีวิตและเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน

ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เราเห็นว่าทุก species ถ้าไม่สูญพันธ์ไปก็จะวิวัฒนาการไปเป็น speciesอื่นแต่เนื่องจาก timeframe ที่เรามองเห็นนั้นสั้นมาก มันอาจจะทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้ยาก จริงๆแล้วมนุษย์นั้นเป็นวิวัฒนาการของ DNA ในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาราว 200,000 ปีที่แล้ว ดังนั้นวันหนึ่งพวกเราถ้าไม่สูญพันธ์ไปเราก็จะต้องวิวัฒนาการไปเป็นอย่างอื่นที่สูงกว่า

โดยส่วนตัวแล้ว Ray เชื่อว่าพวกเราจะเริ่มมีการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีต่างๆซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วและดีกว่าพวกเรา อีกไม่กี่ร้อยปีเผ่าพันธุ์มนุษย์อาจเข้าสู่จุดที่เราเรียกว่า  infinite  knowledge  โดยมีข้อแม้ว่าพวกเราไม่ทำลายตัวเองกันไปหมดก่อนนะ

* Pain + Reflection = Progress : ในชีวิตส่วนตัวของ Ray สิ่งที่เขาต้องการจะให้กับคนที่เขารัก  คือพลังในการจัดการกับความจริงเพื่อให้ได้ในสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ และเพื่อให้คนเหล่านั้นมีพลังที่เข้มแข็งเลยบอกว่าเขามักจะปฏิเสธสิ่งที่คนเหล่านั้น "อยากได้" แต่เขาจะให้โอกาสที่คนเหล่านั้นจะได้ดิ้นรนและต่อสู้ด้วยตัวเองเพื่อที่จะรู้จักเข้าใจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วยตัวเอง

         คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบถูกปฏิบัติด้วยแบบนี้เพราะชอบการถูกตามใจมากกว่า แต่ถ้าหากเราตามใจคนที่เรารักตลอดเวลาและให้สิ่งที่เขาอยากได้ตลอดเวลาเขาจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือไม่จบสิ้น

การดูแลคนที่เรารักด้วย Tough Love  จึงเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เรามอบให้กับคนเหล่านี้ได้

Weakness : 

เมื่อคุณต้องเจอกับความอ่อนแอของตัวเองคุณมีทางเลือกด้วยกันทั้งหมด 4 ทาง

1. คุณสามารถปฏิเสธมันได้ (มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบทำ)

2. คุณสามารถยอมรับมันและหาทางบริหารจัดการมันให้กลายเป็นจุดแข็งแทน (ซึ่งอาจจะทำได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของคุณ)

3. คุณสามารถยอมรับมันและหาทางหลีกเลี่ยง 

4. คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของคุณเพื่อให้ไม่เกี่ยวข้องกับความอ่อนแออีกได้

เส้นทางที่คุณเลือกมีความสำคัญต่อชีวิตคุณอย่างยิ่ง เส้นทางที่ยากที่สุดคือเส้นทางแรก การปฏิเสธหมายถึงการยิ่งทำให้จุดอ่อนของคุณนั้นอ่อนแอลงไปอีกและมันจะทำให้คุณไม่ไปไหนเลยในชีวิต เส้นทางที่ 2 ยอมรับจุดอ่อนของคุณและหาทางเปลี่ยนมันกลายเป็นจุดแข็งเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าคุณทำมันได้แต่หลายครั้งมันมีจุดอ่อนที่คุณไม่สามารถทำได้ดีจริงๆหรือถ้าคุณจะทำมันให้ดีมันต้องใช้พลังงานและเวลาเป็นอย่างมาก

เส้นทางที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีคนใช้น้อยมากคือเมื่อคุณรู้จุดอ่อนของคุณแล้วคุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงหาทางหลบมันไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่จุดอ่อนของคุณจะโดนเปิดออกมา หลายคนไม่ค่อยนึกถึงอีกที



2 Use The 5 - Step Process to Get What you want out of Life : 

นี่คือ 5 ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดหากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จหากคุณทำ 5 ขั้นตอนนี้ได้ดีแล้วมันค่อนข้างจากการันตีได้เลยว่าชีวิตของคุณจะต้องได้ในสิ่งที่คุณอยากได้แน่นอน

1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน

2. ระบุปัญหาให้ชัดและไม่ยอมให้ปัญหาเหล่านั้นมาขวางทางระหว่างตัวคุณกับการบรรลุเป้าหมายของคุณเป็นอันขาด

3. วินิจฉัยปัญหาให้ถึงแก่นว่าจริงๆแล้วอะไรคือต้นเหตุของมัน

4. คิดแผนการที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

5. เมื่อได้ดีไซน์ในการแก้ปัญหาแล้วทำให้มันเห็นผลไม่ว่าจะต้องลงทุนอย่างไรก็ตาม 

การทำทั้ง 5 ขั้นตอนนี้คุณต้องทำตามลำดับขั้นเมื่อวางเป้าหมายก็ให้วางเป้าหมายอย่างเดียวยังไม่ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ไปถึงเป้าหมายนั้น หรือยังไม่ต้องคิดว่าจะมีอุปสรรคอะไรบ้าง

เมื่อคุณวิเคราะห์ปัญหาก็ให้วิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียวยังไม่ต้องคิดว่าจะแก้ปัญหายังไง การทำหลายๆขั้นตอนพร้อมกันจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเพราะมันเข้าไปขัดขวางขบวนการของการหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา

มันสำคัญมากที่คุณจะใช้กระบวนการต่างๆเหล่านี้ในสภาวะที่สมองของคุณโปร่งใสที่สุด มีเหตุผลที่สุด และมองลงมาเห็นตัวเอง จากมุมบนที่สุด และซื่อสัตย์กับตัวเองที่สุด ถ้าหากคุณทำขั้นตอนกระบวนการต่างๆเหล่านี้ในขณะที่ยังมีอารมณ์อยู่ให้หยุดก่อนแล้วถอยกลับไปเพื่อให้คุณมีเวลาที่จะสะท้อนความจริงให้ชัดเจนถ้าจำเป็นให้หาคนมาช่วย 

* Don’t avoiding confronting problems because they are rooted in harsh realities and unpleasant to look at : การคิดถึงปัญหาที่ยากจะแก้ไขในมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกกังวลมากๆอาการไม่คิดถึงมันเลยซึ่งหมายถึงการไม่แก้ไขมันด้วยน่าจะทำให้คุณกังวลมากกว่า เมื่อปัญหานั้นเกิดขึ้นมาจากตัวคุณเอง 

เช่นการที่คุณไม่มีความสามารถพอหรือไม่มีทักษะเพราะคนส่วนใหญ่จะรู้สึกละอาย คุณต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้  ขอเน้นอีกครั้งว่า การรับรู้ถึงความอ่อนแอและจุดบอดของคุณ ไม่ได้หมายถึงการยอมรับมัน แต่เป็นก้าวแรกของการเอาชนะมันต่างๆ ความเจ็บปวดที่คุณกำลังรู้สึกอยู่เมื่อคุณทุ่มเทพลังในการเผชิญหน้ากับปัญหานั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “growing pain” ซึ่งมันจะเป็นบททดสอบของคุณน่าจะเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของคุณหากคุณก้าวข้ามมันไปได้

* Take time to diagnose problems, focus on the “what is” before deciding “what to do about it” : สิ่งที่คนชอบทำแล้วมันไม่ถูกต้องคือการกระโดดไปหาวิธีคิดในการแก้ปัญหาเลย โดยไม่วิเคาระห์ว่าตัว “ปัญหา” จริงๆแล้วเกิดจากอะไร ในการวางกลยุทธ์ของการแก้ปัญหานั้นเราต้องทำทั้งการวิเคราะห์ตัวปัญหาและการดีไซน์วิธีการแก้ปัญหา

            การวิเคราะห์การแก้ปัญหาที่ดีนั้นใช้เวลาราว 15 นาทีถึง 60 นาทีเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ดีแค่ไหนและปัญหานั้นยากและซับซ้อนแค่ไหน การวิเคราะห์ปัญหานั้นสามารถทำได้โดยพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง ดูหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพราะหากปัญหาไม่ได้ถูกแก้ที่ต้นเหตุแล้วมันจะกลับมาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

* Recognize that it doesn’t take a lot of time to design a good plan : การวางแผนในการแก้ปัญหานั้นไม่ได้ใช้เวลานานเลยมันอาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงจนถึงหลายหลายวันเท่านั้นเอง แต่เป็นกระบวนการที่สำคัญมาก  เพราะมันจะทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ คนจำนวนมากต้องการกระโดดลงไปลงมือทำเลย  โดยไม่ยอมใช้เวลากับการออกแบบนี้ซึ่งเป็นความผิดมหันต์ เราต้องดีไซน์ก่อนลงมือทำเสมอ

* Everyone has at least one big thing that stands in the way of their success: find it and deal with it :   เราต่างมีอะไรบางอย่างที่ขวางกั้นระหว่างเรากับความสำเร็จของเราทั้งสิ้นหามันให้เจอแล้วจัดการกับมันซะวิธีการจัดการกับมันมี 2 ทางเท่านั้นคือ 1) จัดการมันด้วยตัวเอง 2) ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น


3. Be Radically Open-Minded 

บทนี้น่าจะเป็นบทที่สำคัญที่สุดในหนังสือนั้นมีพร้อมอธิบายถึง 2 สิ่งที่สำคัญมากที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่ง 2 อุปสรรคนี้เกิดขึ้นจากธรรมชาติของสมองเราและมนุษย์เราเป็นกันเกือบทุกคน 

สองสิ่งที่ว่านั้นคือ ego และ blindspot 

แต่ว่า ego และ blindspot นั้นเกิดจากกลไลการทำงานของสมอง ถ้าเราเรียนรู้มันเราจะมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนรอบด้านด้วย 

Ego barrier คืออะไร ? 

Ego barrier คือระบบการป้องกันตัวเองที่ถูกซ่อนอยู่ (subliminal defense mechanism) ซึ่งทำให้มันยากที่จะทำให้เรายอมรับข้อผิดพลาดและจุดอ่อนของตัวเอง 

ความต้องการที่จะได้รับความรักหรือความกลัวที่จะถูกปฏิเสธความรัก  ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับหรือความกลัวที่จะถูกเฉยเมย หรือแม้แต่สัญชาติญาณแห่งความอยู่รอดและความกลัวที่จะไม่สามารถอยู่รอดได้ 

ความต้องการและความกลัวที่ลึกซึ้งมากของมนุษย์เหล่านี้อยู่ในระบบปฏิบัติการในสมองส่วน primitive ที่สุดของมนุษย์เช่น สมองส่วน amygdala ซึ่งอยู่ในสมองส่วน temporal lobe ที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์ของเรา 

สมองส่วนนี้อยู่เหนือการควบคุมของจิตสำนึกของมนุษย์ โดยมันจะทำงานอย่างรวดเร็วและพยายามตีความทุกอย่างให้ง่ายกว่าความเป็นจริง (oversimplfy) เมื่อมันทำงานเราจึงไม่รู่ว่ามันเข้าควบคุมพฤติกรรมอะไรของเราบ้าง  

สมองส่วนนี้ชอบคำชม และตอบสนองต่อคำติเหมือนกับตอนที่เราถูกโจมตีหรือทำร้าย 

สมองส่วนนี้ไม่สามารถแยกการติเพื่อก่อ ออกจากการโดนด่าเฉยๆได้ 

ในขณะเดียวกันเรามีสมองอีกส่วนคือ prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนสมองที่สำคัญมากที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่น  

นี่คือสมองส่วนจิตสำนึกที่เราใช้ในการตัดสินใจต่างๆ หรือเราเรียกว่า executive function ซึ่งสามารถประมวลผลเรื่องตรรกะและเหตุผลได้เป็นอย่างดี 

ดังนั้นมันจึงเหมือนมีเราสองคนอยู่ในคนเดียว  และถ้าเราสังเกตดีๆเราจะพบว่าสมองส่วนต่างๆนั้นพยายามอยากชนะในการตัดสินใจให้ได้

เคยเป็นไหมครับบางครั้งที่เรากินขนมแล้วหยุดไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็กินไปหมดถุงแล้ว ทั้งๆที่รู้ว่ากินแล้วอ้วนแล้วก็ตอนนั้นก็ไม่ได้หิวด้วย

เหตุการณ์แบบนี้เกินขึ้นเพราะสมองส่วน executive function พ่ายแพ้ต่อสมองส่วน primitive ของเรา

เราลองพิจารณาเหตุการณ์ที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา และต้องการให้เราอธิบายมุมมองของเรา

คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกได้ถึงการถูกจู่โจมและปล่อยระบบป้องกันตัวเองออกมา ทั้งๆที่ถ้ามองกันด้วยเหตุผลแล้วการถกเถียงในเรื่องที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรานั้นจริงๆเป็นเรื่องดีเพราะเราจะได้เห็นมุมมองของคนอื่น

แต่โดยส่วนใหญ่  lower-level ของเราจะพูดก่อนเสมอ ทำให้คำอธิบายของเราไม่สมเหตุสมผลเต็มร้อย หรือบางทีข้อโต้แย้งก็เจือไปด้วยอารมณ์ที่ผสมอยู่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายเลย

หลายครั้งที่สมองส่วน executive function ไม่สามารถทำงานได้ทัน เราเลยปล่อยให้ lower-level ของเราพูด แม้แต่คนที่ฉลาดมากๆหลายคนก็เป็นแบบนี้

เพราะสำหรับเราตอนนั้น  ความจำเป็นที่จะต้องเป็นฝ่าย “ถูก” มันสำคัญกว่าการหาความจำเป็นในการหา “ความจริง”

จึงเป็นที่มาว่าถ้าเราเชื่อมั่น  ยึดถือในความสามารถของตนเอง เราจะพลาดโอกาสหลายอย่างในชีวิตไป รวมไปถึงการตัดสินใจก็จะแย่ลงไปด้วย ซึ่งแน่นอนมันทำให้เราอยู่ห่างไกลความสำเร็จมากขึ้น

Blindspot คืออะไร? 

Blindspot คือวิธีคิดส่วนตัวของเราที่ทำให้เรามองไม่เห็นภาพที่แท้จริงของเรื่องที่เรากำลังต้องตัดสินใจ ถ้าเปรียบให้ง่ายๆคือเหมือนกับเราตาบอดสีกับบางสีนั่นเอง อย่างเช่น คนบางคนมองภาพใหญ่เก่งแต่ไม่เห็นภาพเล็กๆ 

ความจริงมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ให้ค่ากับสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น แต่เราส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว 

และนี่เป็นที่มาของ blindspot ที่ว่า

มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าคนอีกคนมีวิธีหรือกระบวนการคิดอย่างไร และไม่พยายามที่จะเข้าใจด้วย  เพราะเรามัวแต่พยายามจะบอกอีกฝ่ายว่าสิ่งที่เราคิดนั้น “ถูก” อย่างไร มากกว่าที่จะสนใจกระบวนคิดของอีกฝ่ายนึง

เราตั้งสมมติฐานโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดเรา  ซึ่งหลายครั้งมันทำให้เราพลาดโอกาสอะไรดีๆในชีวิตไปเพราะเราไม่สนใจหรือเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามแสดงให้เห็น แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์หรือบางครั้งอาจจะถึงขั้นช่วยชีวิตเราได้ด้วยซ้ำ

นี่คือสาเหตุที่ทำไมเวลาคนสองคนเถียงกัน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม แม้จบการเถียงกันแล้วทั้งฝ่ายที่ แพ้ ชนะ หรือเสมอ ก็ยังจะคิดว่าตัวเอง “ถูก” เสมอ

แต่ถ้าหากเรามองดีๆ เมื่อคนมีความเห็นไม่ตรงกัน  มันเป็นไปได้สูงมากเลยว่าจะมีความเห็นของใครที่ผิด ซึ่งจริงๆ  จะดีกว่าไหมถ้าเรามีกระบวนการที่ชัดเจนเพื่อให้แน่ใจว่าความคิดเห็นของเราไม่ผิด

คนที่เห็นกับดักนี้จะพยายามปรับตัว โดยการปรับตัวก็อาจทำได้หลายอย่างเช่น

1. การสอนให้สมองทำให้สิ่งที่ไม่ถนัด เช่น คนที่เป็นคน creative มากๆ ทำงานเฉพาะเมื่อตัวเองอยากทำ ก็สามารถสอนให้ตัวเองมีวินัยและสม่ำเสมอได้ ผ่านการฝึกฝนที่เข้มข้น เป็นต้น

2. ใช้ compensating mechanisms เช่นเครื่องมือต่างๆที่คอยเตือนสติ

3. ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในส่วนที่เราคิดว่าเราไม่ถนัด 

Ray ย้ำอีกครั้งว่าทั้ง  ego และ blind spots นั้นเป็นข้อบกพร่องที่ทำให้คนเก่ง ฉลาด ทำงานหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จตามศักยภาพของตัวเองมาเยอะแล้ว 

* Recognize that decision making is a two-step process; First take in all the relevant information, then decide: อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนไม่ค่อยได้นึกถึงเท่าไหร่ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจนั้นเป็นขั้นตอน 2 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 คือการเก็บข้อมูลทั้งหมดขั้นตอนที่ 2 ตัดสินใจ

        คนส่วนใหญ่จะลังเลมากๆที่จะเก็บข้อมูลที่ไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาได้สรุปในใจไว้แล้ว ด้วยคนส่วนใหญ่มักจะให้คำตอบถึงเหตุผลที่ทำแบบนั้นว่า “เพราะผมได้ตัดสินใจไปแล้ว” คนเหล่านี้อาจคิดว่าการพิจารณามุมมองที่ตรงกันข้ามกับมุมมองของตัวเองจะทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง ซึ่งมันไม่เป็นความจริงเลย

การพิจารณามุมมองของคนอื่นไม่ได้ทำให้อิสรภาพในการตัดสินใจของเราลดลง กลับกัน มันจะทำให้มุมมองเรากว้างขึ้นเมื่อเราต้องตัดสินใจ

* Recognized the signs of closed-mindedness and open-mindedness that you should watch out for 

1. Closed-minded people : ไม่ชอบให้ไอเดียของพวกเขาถูกท้าทาย พวกเขามักรู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถทำให้คนอื่นเห็นด้วยกับความคิดพวกเขาได้ แทนที่จะอยากรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร พวกเขาสนใจที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองถูกมากกว่าที่จะอยากรู้มุมมองของคนอื่น

        Open-minded people : มักสงสัยว่าทำไมถึงเกิดการไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น พวกเขาไม่รู้สึกโมโหเมื่อมีคนไม่เห็นด้วยกับเขา พวกเขาเข้าใจว่ามันมีโอกาสเสมอที่พวกเขาจะผิด และเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะใช้ในการพิจารณามุมมองของคนอื่นนั้นคุ้มเกินคุ้มเพื่อให้มองเห็นสิ่งต่างๆได้ครบถ้วนมากขึ้น 

2. Closed-minded people : มักจะแจ้งเพื่อทราบมากกว่าถามคำถาม 

    Open-minded people : มักจะถามคำถามจำนวนมากเพราะพวกเขาเชื่ออย่างแท้จริงมากเพราะอาจจะผิดก็ได้ พวกเขาจะถามคำถามอย่างจริงใจ และพวกเขาจะตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่าในเรื่องนี้เขามีความรู้ความสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นแค่ไหน

3. Closed-minded people :ต้องการให้คนอื่นเข้าใจตัวเองมากกว่าพยายามจะเข้าใจผู้อื่น เมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วยพวกเขาจะรีบสันนิษฐานก่อนว่าตัวเองไม่รับความเข้าใจโดยไม่พิจารณาว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจมุมมองของคนอื่นก็ได้
    Open-minded people : รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องมองจากมุมมองของผู้อื่นเสมอ

Are you up for the challenge?

มีทางเลือกที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเพียงทางเลือกเดียวคือคุณต้องการที่จะต่อสู้เพื่อค้นหาความจริงหรือไม่ คุณเชื่อหรือไม่ว่าการค้นหาความจริงนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของคุณ คุณมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะหาว่าสิ่งที่คุณหรือคนอื่นทำนั้นผิดหรือไม่หรือมันขวางทางระหว่างคุณกับความสำเร็จของคุณหรือไม่ 

ถ้าหากคุณตอบคำถามเหล่านี้ด้วยคำว่าไม่ก็ให้ยอมรับว่าคุณอาจจะไม่สามารถมีชีวิตอย่างเต็มความสามารถของคุณได้ แต่กลับกันถ้าหากคุณกล้าพอที่จะตอบทุกคำถามว่าใช่และคุณเป็นคนที่ open mind มากๆคุณก็มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างเต็มความสามารถของคุณได้



4. (Really) Understand that people are wired very differently : 

พวกเราต่างเกิดมามีลักษณะเฉพาะตัวที่จะสามารถทั้งช่วยเราและทำร้ายเราได้ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ของเรา ลักษณะเฉพาะตัวส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนดาบสองคม ยิ่งลักษณะเฉพาะนั้นมีความสุดโต่งเท่าไหร่ผลบวกหรือลบของมันก็จะยิ่งสุดโต่งตามไปด้วย 

ยกตัวอย่างเช่นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงสูงมากๆสามารถคิดไอเดียใหม่มากๆๆอาจจะไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆหรือรายละเอียดต่างๆในการทำงานเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความสำคัญไม่แพ้กันพวกเขาเหล่านี้อาจจะถูกขับดันโดยการมองเป้าหมายระยะไกลมากๆ จนลืมมองถึงรายละเอียดระหว่างทางไป

ในทางกลับกันคนที่สามารถทำงานละเอียดได้มากๆ ก็มักจะไม่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ คนสองประเภทนี้อาจจะประกอบกันเป็นทีมที่ดีได้  ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถที่จะหาทางทำงานร่วมกันโดยเข้าใจถึงพื้นฐานทางวิธีคิดที่ต่างกันอย่างมากมายของทั้งสองคนได้



5. Learn how to make decisions effectively 

กุญแจสำคัญในการทำให้การตัดสินใจรวดเร็วและถูกต้องคือ

1. One of the most important decisions you can make is who you ask question of: คุณต้องแน่ใจว่าพวกเขามีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นคนที่เชื่อถือได้ 

2. Don’t believe everything you hear: ทุกคนต่างมีความคิดเห็นกันทั้งนั้นเกือบทุกคนอยากจะแชร์ความคิดเห็นกันกับคุณบางคนจะให้ความคิดเห็นในรูปแบบของข้อเท็จจริง สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือความสามารถในการแยกความคิดเห็นและข้อเท็จจริงออกจากกัน

3. Everything looks bigger up close : ในทุกแง่มุมของชีวิตสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะดูเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเสมอ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางครั้งเราจำเป็นที่จะต้องทิ้งเวลาไว้ซักพักแล้วค่อยตัดสินใจเพื่อที่ทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่มากขึ้น

4. New is overvalued relative to great : เรามาให้มูลค่ากับของใหม่เยอะเกินไปเมื่อเทียบกับของที่ดี ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เวลาเราจะเลือกอ่านหนังสือหรือดูหนังเรามักเลือกที่จะอ่านเรื่องใหม่ๆเสมอเพราะคิดว่ามันจะดีกว่าของเก่า แต่หลายครั้งแล้วพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหนังสือหรือภาพยนตร์เก่านั้นทำได้ดีกว่ามาก  ภาพลวงตาข้อนี้ทำให้สินค้าหรือบริการที่ใหม่เกินไปหลายครั้งไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคแม้ว่ามันจะดูเป็นไอเดียที่ดีมากๆก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกมาในตลาด

5. Don’t over squeeze dots : dots คือชิ้นส่วนของข้อมูลชิ้นหนึ่งจากจุดเวลาหนึ่ง เวลาคุณจะวิเคราะห์อะไรให้นึกถึงเรื่องนี้ไว้เสมอบางครั้งการมองชิ้นส่วนของข้อมูลเพียงชิ้นเดียวทำให้เราตัดสินใจผิดไปเยอะมาก อย่าให้น้ำหนักกับชิ้นส่วนของข้อมูลแต่ละชิ้นเยอะเกินไปหาทางหาความสมดุลของชิ้นส่วนข้อมูลไม่ได้ 



In order to have the best life possible you have to 

1. Know what the best decisions are 

2. Have the courage to make them



Part 3 : Work Principle 
 
องค์กรคือเครื่องจักรที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วนที่ใหญ่ที่สุดอันได้แก่ 1 คน 2 วัฒนธรรม

การขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จมันไม่มีอะไรยากและสำคัญไปกว่าการได้คนที่ถูกต้องและการทำให้วัฒนธรรมองค์กรอย่างถูกต้อง

สำหรับคนส่วนใหญ่การได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดีและมีเป้าหมายร่วมกันมีค่ามากกว่าเงินซะอีก (For most people, being part of a great community on a shared mission is even more rewarding tha money) 
 
Ray เคยเขียน Memo ไว้ครั้งนึงในปี 1996 ซึ่งผมคิดว่ามันสรุปใจความสำคัญของวิธีคิดในการทำงานของเขาได้ดีมากดังนั้นผมขอยกภาษาอังกฤษมาโดยไม่แปลนะครับ ผมอยากให้ลองใช้เวลาในการย่อย memo นี่หน่อยครับ เพราะมันดีมาก

“Bridgewater is not about plodding along some kind of moderate standard,  it is about working like hell to achieve a standard that is extraordinary high, and then getting the satisfaction that comes along with that sort of super-achievement.

Our overriding objective is excellent,  or more precisely,  constant Improvement,  improving company in all respects.

Conflict in the pursuit of excellence is a terrific thing. That should be no hierarchy based on age or seniority. Power should lie in the reasoning,  not the position,  of the individual.  The best ideas when no matter who they come from. 

 Criticism ( by oneself and by others)  is essential ingredient in the improvement process, yet,  it handled incorrectly,  can be destructive. It should be handled objectively.  There should be no hierarchy in the giving or receiving of criticism. 

Teamwork and team spirit are essential,   including intolerance of substandard performance. This is referring to 1) one’s recognition of the responsibilities one has to help the team achieve its common goals and 2) he willingness to help others (work within a group) toward these common goals .Our fates are interwined.  One should know that others can be relied upon to help. As a corollary, substandard performance cannot be tolerated anywhere because  it would hurt everyone.

 Long-term relationships about a)  intrinsically gratifying and b)  efficient,  and should be intentionally built.  Turnover require retaining and therefore create setbacks.

Money is a byproduct of excellence,  not a goal.  Our overriding objective is excellence and constant Improvement at Bridgewater.  To be clear,  it is not to make lots of money.  The natural extension of this is not that you should be happy with little money.  On the contrary-  you should expect to make a lot.  If we operate consistently what does philosophy we should be productive and the company should do well financially.  There is comparatively little age and seniority-based hierarchy.

 Each person at Bridgewater should act like an owner,  responsible for operating in this way and for holding other accountable to operate in this way.” 

แถมให้นิดนึง

Work is either 1) a job you do to earn the money to pay for the life you want to have or 2) what you do to achieve your mission, or some of the two. I urge you to make it as much 2) as possible, recognizing the value of 1). If you do that most everything will go better than if you don’t. 




Idea Meritocracy = Radical Truth + Radical Transparency + Believability-weighted decision making 



1. Trust in radical truth and radical transparency : 

ทำความเข้าใจว่าความจริงนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ และความโปร่งใสในทุกๆเรื่องที่ทำรวมถึงความผิดพลาดและความอ่อนแอของเรานั้นจะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนา 

ยิ่งคนเห็นความจริงมากเท่าไหร่ทั้งเรื่องที่ดีเรื่องที่ไม่ดีและเรื่องที่แย่มากๆเราจะสามารถจัดการและตัดสินใจกับทางออกของเรื่องนั้นๆได้ดีมากยิ่งขึ้น 

การไม่บอกความจริงกับคนที่อยู่รอบรอบตัวเรานั้นด้วยความหวังว่าเราจะปกป้องเขากับความจริงอันโหดร้ายได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราบอกเด็กๆว่าซานตาคลอสมีตัวตนอยู่จริง การปกปิดความจริงนั้นอาจทำให้คนมีความสุขในระยะสั้น แต่จะไม่ทำให้พวกเขามีความสุขหรือฉลาดขึ้นหรือเชื่อใจเรามากขึ้นในระยะยาว 


2. Cultivate meaningful work and meaningful relationships: 

ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นประเมินมูลค่าไม่ได้เลยทีเดียวเพราะมันสร้างวัฒนธรรมของการกระตุ้นให้คนทำงานอย่างเป็นเลิศ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีจะสร้างความไว้ใจและสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมกันและกัน 



3. Create culture in which it’s ok to make mistakes and unacceptable not to learn from them : 
 
ทุกคนต่างทำผิดพลาดกันทั้งนั้น ความแตกต่างที่สำคัญคือบุคคลที่ประสบความสำเร็จเรียนรู้จากมันและบุคคลที่ล้มเหลวไม่เรียนรู้จากมัน การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยที่จะสามารถทำผิดได้และเรียนรู้จากมันได้จะทำให้องค์กรนั้นสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและในที่สุดแล้วทุกคนจะทำผิดพลาดน้อยลง

แต่สิ่งที่เป็นสิ่งที่รับไม่ได้เลยในองค์กรของเราก็คือการที่คนทำผิดพลาดแล้วไม่เรียนรู้จากมัน 

Pain + Reflection =  Progress



4. Get and Stay in Sync 

หัวข้อนี้น่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทำยากที่สุด แต่เราต้องไม่ลืมว่าการที่องค์กรจะสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพได้นั้น บุคลากรในองค์กรจะต้องมองเห็นภาพและทำงานไปในแนวเดียวกันต้องมีเป้าหมายร่วมกัน 

แล้วมองอย่างผิวเผินมันจะเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากไปอย่าลืมว่าคนเหล่านั้นมีพื้นฐานและวิธีคิดที่แตกต่างกันมาก คนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นำในการทำงาน คนที่ทำงานโดยใช้ความละเอียดนำ คนที่ทำงานโดยใช้หลักการและเหตุผลนำ ฯลฯ

วิธีการทำงานวิธีการเข้าถึงปัญหาและวิธีการจัดการกับปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พวกเขามองโลกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นการทำให้ทุกคนทำงานกันได้ยังเป็นทีมจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในจุดสำคัญของเรื่องนี้คือการบริหารความขัดแย้ง หลายคนเข้าใจว่าการมองข้ามความขัดแย้งหรือประนีประนอมคือวิธีการรักษาความสงบเรียบร้อยในองค์กร นี่คือความผิดมหันต์ 

ในความเป็นจริงก็คือความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยเมื่อไม่ถูกจัดการโดยด่วน มักกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่หลวงขึ้นและกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าหากทุกคนสามารถมีพื้นที่ในการบริหารจัดการความขัดแย้งและได้เปิดอกพูดคุยกันสุดท้ายแล้วจะเป็นการดีกับทั้งคู่และความสัมพันธ์ระยะยาวของทั้งคู่จะดีกว่าเยอะ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของตนเอง 


5. Believability weight your decision making:

ในองค์กรปกติเรามักตัดสินใจเรื่องต่างๆโดยไม่ใช่ใช้ระบอบเผด็จการคือการตัดสินใจจากหัวหน้าลงมา  ก็ใช้ระบอบประชาธิปไตยคือไอเดียไหนที่มีคนเห็นด้วยมากที่สุดจะได้รับการปฏิบัติ ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้มีข้อเสียที่รุนแรงด้วยกันทั้งคู่

กระบวนการการตัดสินใจที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจแบบ  idea meritocracy ซึ่งมีการให้น้ำหนักของความคิดเห็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ซึ่งน้ำหนักที่แต่ละคนได้นั้นจะแตกต่างกันออกไปตามความรู้ความสามารถในเรื่องที่กำลังจะถูกตัดสินใจ เราเรียกมันว่า “Believability Weighting” ซึ่งคนที่มีความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจมากที่สุดคือ

1. คนที่ทำเรื่องที่เรากำลังจะตัดสินใจอยู่ได้สำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง

2. คนที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในเรื่องที่เรากำลังจะตัดสินใจ

เมื่อ Believability Weighting นั้นได้ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง มันเป็นวิธีการที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพที่สุดในกระบวนการการตัดสินใจ ในกรณีของ Bridgewater นั้นมีการใช้ baseball card และ dot collector (สามารถไปดู TED ที่ Ray พูดเรื่อง dot collector ได้) เพื่อหา believability-weight vote 

แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่ใช้ในการหา believability-weight vote  ประเด็นสำคัญคือถ้าคุณเข้าใจ Concept ของมันคุณจะสามารถมองเห็นตัวเองและทีมของคุณในกระบวนการการตัดสินใจ ว่าใครที่เหมาะสมและควรให้น้ำหนักกับความคิดเห็นของใครมากที่สุดในเรื่องนั้นๆที่คุณกำลังตัดสินใจ ถ้าหากคุณใช้วิธีคิดแบบนี้การตัดสินใจของคุณจะเป็นระบบและผลลัพธ์ของมันจะดีขึ้นมากอย่างแน่นอน

มีแง่คิดหลายอย่างในหนังสือที่น่าสนใจผมขออนุญาตดึงบางอย่างออกมา

1.  If you can’t  successfully do something, don’t think you can tell others  how it should be done: มีคนเยอะมากเลยที่พยายามจะทำอะไรแล้วก็ล้มเหลว แต่ยังยึดมั่นความเชื่อของตัวเองว่าวิธีการคิดแบบนั้นถูก ถึงแม้จะว่าจะมีคนอื่นทำวิธีการตรงกันข้ามแล้วสำเร็จแล้วก็ตาม ซึ่งการยึดมั่นความเชื่อแบบนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งโง่และหยิ่งผยอง

2. Remember that  everyone has opinions and they are often bad: ใครๆก็มีความคิดเห็นได้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะมีเยอะซะด้วย เมื่อเสนอความคิดเห็นบางทีออกมาแล้วก็ต้องสนับสนุนและยืนหยัดเพื่อมัน แต่มันน่าเสียดายที่ความคิดเห็นเหล่านั้นส่วนมากจะไร้ค่าหรือแม้แต่อันตราย อันนี้รวมถึงความคิดเห็นของคุณด้วยนะ

3. If someone hasn’t done something but  has a theory that seems logical and can be stress-tested,  then  by all means test  it 
 
4. Inexperienced people can have great ideas too, sometimes far better than experienced people: นั่นก็เพราะว่าบางทีคนที่มีประสบการณ์นั้นยึดติดกับวิธีคิดแบบเก่ามากเกินไป ถ้าหากคุณได้ยินข้อเสนอของคนที่ไม่ได้มีประสบการณ์แต่ฟังดูแล้วมีวิธีคิดและตรรกะที่ถูกต้อง บางทีความเห็นนั้นอาจเป็นความเห็นที่ดีก็ได้

อีกหนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดที่จะ verify  ความคิดเห็นของคุณคือการหาคนที่”ไม่เห็นด้วย”กับคุณที่น่าเชื่อถือที่สุดและพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น นี่คือวิธีการที่เร็วที่สุดในการจะเรียนรู้และเพิ่มโอกาสของคุณในการได้ความคิดเห็นที่ถูกต้อง

สุดท้ายแล้วให้ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการตัดสินใจที่ยุติธรรม และเหมาะสม มากกว่าผลของมันว่ามันจะเป็นไปตามอย่างที่คุณอยากได้หรือเปล่า


6. Recognize how to get beyond disagreement  : 

เมื่อมีปัญหาหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข มันเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่จะหลบหลีกการเผชิญหน้ากัน แต่ในระยะยาวแล้วการทำแบบนี้จะสร้างความเสียหายได้อย่างคาดไม่ถึง 

ดังนั้นเมื่อมีความขัดแย้งกันแม้เพียงเล็กน้อยให้รีบจัดการก่อนที่จะลุกลามไปเป็นเรื่องใหญ่ และเมื่อได้ตัดสินใจจนเลือกทางใดทางหนึ่งแล้วทุกคนต้องสนับสนุนการตัดสินใจนั้นแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยตั้งแต่ก็ตาม



7.  Remember that WHO is more important than WHAT

Ray เล่าให้ฟังว่าตอนที่เขายังหนุ่มกว่านี้เขาไม่เข้าใจประโยคที่มีคนบอกว่าให้”จ้างคนที่เก่งกว่าคุณ” ตอนนี้หลังจากผ่านไปหลายสิบปี เขาพบว่านั่นเป็นความจริงที่สุด ถ้าคุณอยากประสบคาวมสำเร็จคุณต้องทำตัวเหมือน conductor และคนในวงของคุณต้องเล่นเครื่องดนตรีต่างๆได้เก่งกว่าคุณ และถ้าหากคุณสามารถหา conductor  ที่เก่งกว่าคุณได้คุณก็ต้องทำเช่นกัน.

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราต้องทำนั้นเรียบง่ายมาก

1. อย่าลืมเป้าหมาย

2. ให้เป้าหมายนั้นกับคนที่สามารถบรรลุได้ (อันนี้ดีที่สุด)  หรือบอกเขาว่าต้องทำยังไงถึงจะทำเป้าหมายได้สำเร็จ (ซึ่งเป็นการ micromanage ดังนั้นจะดีสู้ทางเลือกแรกไม่ได้) 

3. ทุกคนต้องรับผิดชอบกับงานที่ได้รับไป

4. ถ้าพวกเขายังไม่สามารถทำงานได้หลังจากที่คุณได้ฝึกฝนเขาและให้เวลาเขาได้เรียนรู้แล้ว คุณต้องไม่เก็บเขาไว้ 

การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของคุณคือการเลือกว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบงานไหน 


8. Hire Right, Because  the Penalties  for Hiring Wrong are Hugh : 

เวลาเราเรื่องสัมภาษณ์คนหลายครั้งเราจะเลือกคนที่เราชอบซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นวิธีที่ผิด หรือเราอาจจะเลือกจากการดู resume  ทำ shortlist และใช้ gut feeling ในการตัดสินใจซึ่งก็เป็นวิธีที่ไม่ดีอีกเช่นกันเพราะว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นการมองผู้สมัครโดยผ่านมุมมองที่ bias ของเรา

เรามักจะเลือกรับคนที่มีวิธีคิดคล้ายๆกับเราเสมอ

หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายวิธีเราค้นพบว่าการเลือกคนที่ถูกต้องจะต้องทำผ่านหลักการ 2 อย่างคือ

1. ต้องชัดเจนว่าเราต้องการคนแบบไหน

2. มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ละเอียดมากๆ

ต้องเลือกคนให้เหมาะกับดีไซน์ของงานไม่ใช่หางานให้คนทำ กระบวนการในการคัดเลือกควรมองจาก

1. Value  : คือความเชื่อส่วนที่ลึกที่สุดซึ่งจะส่งผล ต่อการกระทำต่างๆของเขารวมไปถึงความประพฤติกับบุคคลอื่นที่อยู่รอบตัวเขาด้วย นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดในคนคนหนึ่ง ดังนั้น Value จึงเป็นสิ่งแรกที่เราต้องมองหาว่าตรงกับสิ่งที่เธอต้องการไหม

2. Abilities : คือวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติตัว บางคนเป็นคนที่เรียนรู้เร็วและตอบสนองเร็ว ขณะที่บางคนมีความสามารถในการมองภาพใหญ่ได้ดี เป็นต้น

3. Skills : คือความสามารถที่สามารถฝึกฝนกันได้เช่น ความสามารถทางภาษา เป็นต้น skills  นั้นมักมีค่าเปลี่ยนไปตามเวลาด้วยยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ความสามารถในการพิมพ์ดีดเคยเป็นสิ่งที่สำคัญในอดีต แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถพูดแล้วให้คอมพิวเตอร์พิมพ์แทนได้แล้ว ถ้ามองไปในอนาคตเราจะเห็นว่า AI จะเข้ามาแทนส่วนมีเยอะมากในอีก 10 ปีต่อจากนี้ 

การเลือกคนเราจึงให้ความสำคัญกับ  Value มากที่สุด  ตามมาด้วย Abilites และ Skills เป็นอย่างสุดท้าย แต่หลายครั้งในการจ้างงานเราทำกับกันคือเราดู  Skills กับ Abilities ก่อน  ในขณะที่ลืมเรื่อง Value ไป

สุดท้ายอย่าลืมว่าคนดีๆนั้นหายากมาก ถ้าหากคุณได้มาแล้วต้องหาวิธีการรักษาเขาไว้ให้ได้ เช่นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และคอยอัพเดทเรื่องราวต่างๆระหว่างกัน ที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องหาระบบบางอย่างที่ทำให้คนของคุณพูดเรื่องที่อยู่ในใจของเขาได้ สร้างความสุขในที่ทำงานให้เขาและให้โอกาสเขาเติบโต 

เมื่อคุณได้มีโอกาสรู้จักจริงๆว่าคนคนนั้นเป็นยังไงคุณจะสามารถรู้ได้ว่าคุณคาดหวังอะไรจากเขาได้บ้าง


9.  Constantly Train, Test , Evaluate and Sort People/ 10. Manage as Someone Operating a Machine  to Achieve a Goal:  

คนส่วนใหญ่มีความสุขที่สุดตอนที่เขาสามารถพัฒนาตัวเองและทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ดีโดยธรรมชาติ ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของทีมงานของคุณจึงมีค่าอย่างมาก

อย่างที่บอกไปตอนต้นเรามองธุรกิจและองค์กรของเราเป็นเหมือนกับเครื่องจักรซึ่งเครื่องจักรนี้ประกอบไปด้วยคนและวัฒนธรรมองค์กร

เริ่มจากการจ้างคนที่ถูกต้องและดีไซน์วัฒนธรรมองค์กรให้ถูก

เครื่องจักรทุกเรื่องต้องมี process flowchart ที่บอกอย่างชัดเจนว่างานจะเข้าทางไหนและเดินทางจากคนไหนไปสู่คนไหนจนกระทั่งงานนั้นเสร็จ ถ้าคุณมีเครื่องมือนี้แล้วคุณจะสามารถรู้ได้ทันทีเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแก้ปัญหาได้ถูกจุดเหมือนกับช่างที่เข้าไปซ่อมเครื่องจักรเป็นเอง

ในการจะรักษาเครื่องจักรให้เดินหน้าต่อไปได้คุณยังต้องมีระบบการควบคุม ซึ่งเปรียบเสมือนกับ metrics ที่เอาไว้วัดผลงานต่างๆของทีม ให้นึกถึง Dashboard  ที่บอกค่าต่างๆที่สำคัญให้กับคุณตลอดเวลา

Dashboard นี้จะมีแสงสีแดงวาบออกมาทันทีถ้าหากมีอะไรเสียหรือเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น คุณจะรู้ประสิทธิภาพ ของเครื่องจักรนี้ตลอดเวลา

Understanding the differences between managing, micromanaging, and not managing

11.  Perceive and Don’t Tolerate Problems/ 12.Diagnose Problems to Get at their root causes/13. Design improvement  to your  machine to get around  problems. 

เมื่อคุณพบปัญหา สิ่งแรกที่ต้องคิดคือการหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากการดีไซน์งานของคุณหรือเกิดจากคนที่ทำงานนั้น

Ray บอกว่าสิ่งที่เป็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกคือการแก้ปัญหาเหมือนมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทั้งทั้งที่จริงๆแล้วมันเป็นปัญหาเชิงระบบซึ่งต้องถูกแก้ที่การดีไซน์ระบบงานใหม่หรือการดีไซน์เครื่องตัดใหม่นั่นเอง การแก้ปัญหาโดยคิดว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนั้นจะทำให้ต้นเหตุของปัญหาจริงๆทุกละเลยไป ซึ่งในที่สุดหายนะจะเกิดขึ้นได้

การแก้ปัญหาโดยหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงเสียเวลามากกว่าแต่มีประโยชน์มากกว่ามากในระยะยาว


อีกข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือการที่เราพยายามหลีกเลี่ยงการระบุตัวตน  (depersonalize)  ของคนที่ก่อให้เกิดปัญหา การไม่เชื่อมโยงคนกับปัญหาเข้าด้วยกันนี่เอง ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาตัวบุคคล และปัญหาก็จะยังคงอยู่

ข้อสุดท้ายและเป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการไม่เชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เรื่องแย่ๆไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันเกิดขึ้นเพราะคนคนใดคนหนึ่งทำหรือตัดสินใจอะไรบางอย่างไป การวิเคราะห์เจาะลึกหา หาสาเหตุที่เป็นต้นเหตุจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือระบบเป็นเรื่องที่น่าอึดอัด แต่จำเป็นต้องทำเราอาจจะค้นพบว่าในที่สุดแล้วคนที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งนั้นไม่เหมาะ เพราะตัวเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอยู่เป็นประจำ

หลักการในการวิเคราะห์ง่ายๆคือถามคำถามต่อไปนี้

1. ผลลัพธ์ของงานดีหรือแย่

2. ใครเป็นผู้รับผิดชอบผลลัพธ์นี้

3. ถ้าผลลัพธ์ออกมาแย่ มันเป็นเพราะผู้รับผิดชอบไม่มีความสามารถ และ/หรือ ดีไซน์ของระบบไม่ดี

อย่าลืมว่าเราเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบระบบทั้งหมดดังนั้นต้องทำความเข้าใจและลองคิดถึงทางเลือกอื่นๆในการออกแบบระบบด้วย การดีไซน์นั้น เป็นกระบวนการ  มันจะต้องเริ่มจากของที่ยังไม่ perfect ก่อนเสมอและ ค่อยๆพัฒนาไปให้สมบูรณ์ขึ้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับทีมงานก็คือ การมีระบบที่ยังไม่สมบูรณ์ดีกว่าการไม่มีระบบอะไรเลย



14. Do What You Set Out To Do/ 15. Use Tools and Protocols to Shape How Work  is Done/ 16.And for Heaven’s Sake, Don’t Overlook Governance!

การมี Principles ที่เข้มแข็งจะช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องต่างๆในการทำงานได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะอยู่ในเวลาที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายที่สุด สิ่งที่สำคัญคือการยึดมั่นในความจริงและโปร่งใส ให้ความสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์

ระหว่างบุคคล คุณคือคนดีไซน์เครื่องจักร คุณคือคนดีไซน์ระบบ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณว่าคุณอยากให้มันออกมาเป็นยังไง แล้วคุณจะมีความสุขกับมันรึเปล่า


ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนคู่มือการทำงานและคู่มือชีวิตที่ต้องกลับมาหยิบดูกลับมาอ่านซ้ำเรื่อยๆนะครับ เพราะเมื่อสถานการณ์ในชีวิตเราเปลี่ยนไป สิ่งที่หนังสือเล่มนี้จะคุยกับเราก็เปลี่ยนไปเช่นกัน 

ถ้าจะให้สรุปหนังสือเล่มนี้ในหนึ่งประโยคผมนึกถึง quote นี้จากภาพยนต์เรื่อง Rocky ครับ

Let me tell you something you already know. The world ain't all sunshine and rainbows. It's a very mean and nasty place and I don't care how tough you are it will beat you to your knees and keep you there permanently if you let it. You, me, or nobody is gonna hit as hard as life. But it ain't about how hard ya hit. It's about how hard you can get hit and keep moving forward. How much you can take and keep moving forward. That's how winning is done!
×